ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับยาแผนปัจจุบัน

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับยาแผนปัจจุบัน *

การจำแนกยา
     ยาแผนปัจจุบันที่วางจำหน่ายในประเทศไทยมีมากมายไม่ต่ำกว่า 20,000 ตำรับ การจำแนกยาเหล่านี้อาจกระทำได้ในหลายลักษณะ เช่น การจำแนกตามกฎหมาย การจำแนกตามรูปแบบและวิธีการใช้ การจำแนกตามสรรพคุณ เป็นต้น

การจำแนกตามกฎหมาย
ยาแผนปัจจุบันแบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่ม คือ

1. ยาสามัญประจำบ้าน คือ ยาที่กระทรวงสาธารณสุขคัดเลือกไว้ให้ประชาชนสามารถเลือกใช้ได้เอง โดยไม่ต้องผ่านการควบคุมดูแลจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เนื่องจากยาในกลุ่มนี้สามารถหาซื้อได้โดยทั่วไป ยาสามัญประจำบ้านจะต้องมีขนาดบรรจุและรายละเอียดบนฉลากตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องมีคำว่า “ยาสามัญประจำบ้าน” กำกับไว้บนฉลากอย่างเห็นได้ชัดด้วย ในปัจจุบันมียาสามัญประจำบ้านรวมทั้งสิ้น 42 ขนาน เช่น ยาเม็ดพาราเซตามอล 500 มิลลิกรัม ขนาดบรรจุ 10 เม็ด ยาแก้ไอน้ำดำ ขนาดบรรจุ 60 ซีซี. ยาใส่แผลสดไธเมอโรซอล ขนาดบรรจุ 30 ซีซี. เป็นต้น

2. ยาอันตราย คือ ยาแผนปัจจุบันที่มีอันตรายสูงกว่ายาสามัญประจำบ้าน การใช้ยานี้จึงต้องผ่านการดูแลจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เช่น แพทย์หรือเภสัชกร ยาในกลุ่มนี้จะมีคำว่า “ยาอันตราย” ระบุไว้บนฉลากข้างภาชนะบรรจุ และจำหน่ายได้เฉพาะในร้านขายยาแผนปัจจุบันที่มีเภสัชกรแผนปัจจุบันทำหน้าที่ควบคุมดูแล หรือจำหน่ายได้ในโรงพยาบาล สถานีอนามัยหรือคลีนิคที่มีแพทย์แผนปัจจุบันประจำการอยู่ ยาอันตรายมีมากมายหลายชนิด เช่น ยาลดความดันโลหิต ยาขับปัสสาวะ ยาลดน้ำตาลในกระแสเลือด ยาต้านจุลชีพต่างๆ เป็นต้น

3. ยาควบคุมพิเศษ คือ ยาแผนปัจจุบันที่ก่อให้เกิดอันตรายได้ง่าย แม้จะใช้อย่างถูกต้อง ยานี้จึงต้องผ่านการควบคุมดูแลในการใช้จากแพทย์โดยใกล้ชิด แพทย์แผนปัจจุบันเท่านั้นที่มีอำนาจสั่งจ่ายยาควบคุมพิเศษ เนื่องจากแพทย์แผนปัจจุบันจะมีความรู้ว่าเมื่อใดมีความจำเป็นต้องใช้ และเมื่อใดสมควรจะต้องหยุดการใช้ยานั้น ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ เช่น ยาเพรดนิโซโลน ยาเด๊กช่า เมทาโซน เป็นต้น

4. วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทและยาเสพติด คือ ยาแผนปัจจุบันที่ก่อให้เกิดการเสพติดได้ง่าย และมีผลเปลี่ยนแปลงสภาพทางจิตประสาทของผู้เสพ และมักจะมีผลกระทบโดยตรงต่อสังคมรอบข้าง เช่นเดียวกับยาควบคุมพิเศษที่แพทย์แผนปัจจุบันเท่านั้นที่มีอำนาจสั่งจ่ายยาในกลุ่มนี้ ตัวอย่างได้แก่ ยานอนหลับชนิดต่างๆ มอร์ฟินซึ่งใช้แก้ปวด เป็นต้น

5. ยาแผนปัจจุบันบรรจุเสร็จที่มิใช่ยาอันตราย คือ ยาแผนปัจจุบันที่กระทรวงสาธารณสุขมิได้จัดให้เป็นยาสามัญประจำบ้าน ยาควบคุมพิเศษ วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท หรือยาเสพติด เนื่องจากเห็นว่าเป็นยาที่ค่อนข้างมีความปลอดภัย แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีความไม่เหมาะสมบางประการที่จะจัดเข้าเป็นยาสามัญประจำบ้าน ตัวอย่างได้แก่ ยาแก้ไข้หวัดสูตรผสม และยาใช้ภายนอกหลายชนิดที่โฆษณาอย่างแพร่หลายโดยทั่วไป เป็นต้น

การจำแนกตามรูปแบบและวิธีการใช้

แบ่งยาได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ ยาที่ใช้ภายใน และยาที่ใช้ภายนอก
1. ยาที่ใช้ภายใน ยังแบ่งออกได้เป็น ยาเม็ด ยาฉีด ยาน้ำสำหรับรับประทาน
2. ยาที่ใช้ภายนอก ยังแบ่งออกได้เป็น ยาครีม ยาอ๊อยท์เม้นท์ ยาทิงเจอร์ ยาหลอด ยาเหน็บ ยาสวนทวาร ยาพ่น เป็นต้น

1. ยาที่ใช้ภายใน
     1.1 ยาเม็ด ได้แก่ ยาเม็ดแค็ปซูล (CAPSULE), ยาเม็ดธรรมดา (TABLET), ยาเม็ดเคลือบ (COATED TABLET) เป็นต้น

     1.2 ยาฉีด มีทั้งในรูปของสารละลาย และในรูปผงสำหรับละลายเมื่อต้องใช้ เนื่องจาก ยานั้นสลายตัวง่ายเมื่ออยู่ในรูปของสารละลาย ส่วนภาชนะที่ใช้บรรจุมี 2 ลักษณะ คือแอมฟูล (AMPOULE) มักทำด้วยแก้วบาง มีคอเว้าเมื่อต้องการใช้ต้องตัดคอออก อีกลักษณะหนึ่งเรียก ไวอั้ล (VIAL) คล้ายขวดแก้วคอสั้น เมื่อต้องการใช้ต้องใช้เข็มฉีดยาเจาะผ่านจุกยาง กระบวนการที่ใช้ผลิตยาฉีดมีความประณีต ละเอียด รอบคอบ ระมัดระวังในเรื่องความสะอาดเพื่อป้องกันมิให้มีการปนเปื้อนเชื้อโรค หรือสิ่งแปลกปลอมอื่นๆ จากภายนอก

     1.3 ยาน้ำสำหรับรับประทาน มีทั้งยาน้ำสำเร็จรูป และยาผงสำหรับผสมน้ำเมื่อถึงเวลาใช้ (น้ำสะอาดที่ใช้ผสมจะต้องเย็น หรือเท่ากับอุณหภูมิห้อง จะต้องไม่อุ่น หรือร้อน เนื่องจากความร้อนจะทำให้ตัวยาสลาย ประสิทธิภาพของยาจะลดลง) เมื่อผสมแล้วยานั้นจะมีอายุไม่เกิน 7 วัน ยาน้ำสำหรับรับประทานนี้ แบ่งตามลักษณะที่สังเกตได้เป็น
          – ยาน้ำใส ไม่มีตะกอน ถ้ามีหลายตัวยาผสมกันมักเรียกว่า มิกซ์เจอร์ (Mixture), ถ้ามีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ 60 – 70 % ขึ้นไป มักเรียกว่า ทิงเจอร์ (Tincture), ถ้ามีน้ำเชื่อมผสมอยู่มักเรียกว่า ไซหรับ (Syrup) (มีคนจำนวนไม่น้อยเข้าใจผิดว่าทิงเจอร์คือยาใส่แผลเท่านั้น อันที่จริง ทิงเจอร์ที่รับประทานได้ก็มี )
          – ยาน้ำแขวนตะกอน (Suspension) คือ ยาน้ำที่มีตัวยาที่ไม่สามารถละลายในสารละลายของยานั้น ๆ เมื่อต้องการใช้จะต้องเขย่าให้ตะกอนยากระจายอย่างสม่ำเสมอก่อนรินยาทุกครั้ง
          – ยาอีมัลชั่น (Emulsion) คือ ยาน้ำที่มีส่วนผสมของน้ำมัน (ที่รับประทานได้) ผสมอยู่ เช่นเดียวกับน้ำสลัดชนิดข้น บางครั้งอาจมีการแยกชั้นระหว่างน้ำกับน้ำมัน เมื่อต้องการใช้จะต้องเขย่าอย่างแรงให้เข้ากันก่อนรินยา

2. ยาที่ใช้ภายนอก
     2.1 ครีม (Cream) เป็นยาที่มีตัวยาแทรกอยู่ในส่วนประกอบของน้ำกับน้ำมัน ครีมจะซึมผ่านผิวหนังได้ง่ายและเร็ว และล้างออกได้ง่าย เช่น ครีมทาถูนวดแก้ปวดเมื่อย
     2.2 อ๊อยท์เม้นท์ (Ointment) เป็นยาที่มีตัวยาแทรกอยู่ในส่วนประกอบของน้ำกับน้ำมันเช่นกัน แต่มีสัดส่วนของน้ำมันมากกว่า การดูดซึมผ่านผิวหนังช้ากว่าครีม ดังนั้น ตัวยาจะคงอยู่บนผิวหนังได้นานกว่า ขณะเดียวกันล้างออกได้ยากกว่าครีม เช่น ยาหม่อง

     2.3 ทิงเจอร์ เป็นยาทาที่มีตัวยาละลายในแอลกอฮอล์ ประมาณ 60 % ขึ้นไป เช่น ทิงเจอร์ไอโอดีน

     2.4 ยาหยอด ได้แก่ ยาหยอดหู ยาหยอดตา ยาประเภทนี้ผ่านกระบวนการ ทำให้ปราศจากเชื้อโรค ดังนั้นเมื่อเปิดใช้แล้ว จะเก็บรักษาได้ไม่เกิน 1 เดือน ยาสำหรับหยอดตาถ้านำไปหยอดหู อาจทำให้ไม่ได้ผลเนื่องจากเจือจางเกินไป ส่วนยาหยอดหู ถ้านำไปหยอดตาอาจเป็นอันตราย เนื่องจากเข้มข้นเกินไปอย่างไรก็ตาม มีผู้ผลิตยาหยอดบางชนิดสามารถหยอดได้ทั้งตาและหู ต้องสังเกตให้ดี

     2.5 ยาเหน็บ มีทั้งยาเหน็บช่องคลอด และยาเหน็บทวารหนัก มีรูปร่างเป็นเม็ดยาวรี อาจกลมหรือแบนก็ได้ เมื่อเหน็บแล้วให้ทิ้งค้างไว้ไม่ต้องดึงออกมา

     2.6 ยาสวนทวาร เป็นยาน้ำบรรจุในภาชนะพลาสติก มีท่อสำหรับสอดเข้าช่องทวารหนัก ก่อนใช้ต้องเจาะรูตรงปลายท่อก่อน รูปแบบนี้มักใช้กับยาระบายเวลาท้องผูก

     2.7 ยาพ่น มีลักษณะเป็นกระบอก มีส่วนที่ใช้กดตรงด้านบน เพื่อให้ยาข้างในพ่นออกมาเป็นฝอย เมื่อต้องการใช้จะต้องศึกษาวิธีใช้ในฉลากกำกับอย่างละเอียด ยาพ่น ได้แก่ ยาพ่นขยายหลอดลมแก้หอบหืด

การจำแนกยาตามสรรพคุณ
ในที่นี้จะยกมาพอสังเขป (ถ้าหากจำแนกโดยละเอียดจะจัดแบ่งเป็นกลุ่มต่าง ๆ ได้มากกว่านี้) ได้แก่
1. ยาต้านจุลชีพ ได้แก่ ยาต้านไวรัส ยาต้านแบคทีเรีย และยาต้านเชื้อรา ยาต้านแบคทีเรียมี 2 ประเภท คือ ยาปฏิชีวนะ และยาต้านแบคทีเรียที่ได้จากการสังเคราะห์สารเคมี ยาปฏิชีวนะคือยาต้านแบคทีเรียที่ผลิตจากเชื้อแบคทีเรียด้วยกันเอง
2. ยารักษาโรคพยาธิ ได้แก่ ยาฆ่าพยาธิตัวกลม ยาฆ่าพยาธิตัวแบน บางชนิดฆ่าได้ทั้ง 2 ประเภท
3. ยาแก้ปวดลดไข้ เช่น แอสไพริน พาราเซตามอล ฯลฯ
4. ยาลดอาการอักเสบ (มีคนจำนวนไม่น้อยเข้าใจผิดว่า ยาต้านเชื้อแบคทีเรียคือยาในกลุ่มนี้ เนื่องจากเมื่อยาต้านเชื้อแบคทีเรียทำลายเชื้อแบคทีเรียอย่างราบคาบแล้ว อาการอักเสบอันประกอบด้วย อาการปวด บวม แดง จะลดลง)
5. ยาแก้แพ้ เช่น แพ้อากาศ (คัดจมูก น้ำมูกไหล) อาการแพ้ที่ปรากฏทางผิวหนัง (ผื่นคัน ลมพิษ)
6. ยาวิตามิน และแร่ธาตุต่าง ๆ
7. ยาที่ใช้ในระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ ยารักษาแผลในกระเพาะอาหาร ยาแก้อาเจียน ยาแก้ปวดท้อง ยาแก้ท้องเสีย ยาแก้ท้องผูก เป็นต้น
8. ยาที่ใช้ในระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ ยาแก้ไอ ยาขับเสมหะ ยาละลายเสมหะ ยาขยายหลอดลม เป็นต้น
9. ยาที่ใช้ในระบบหลอดเลือดและหัวใจ เช่น ยาลดความดันโลหิต ยาปรับการเต้นของหัวใจ ยาขยายหลอดเลือด เป็นต้น
10. ยาที่ใช้ในระบบประสาทและสมอง เช่น ยาระงับประสาท ยานอนหลับ ยาแก้ภาวะซึมเศร้า เป็นต้น
11. ยาที่ใช้ในระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น ยาขับปัสสาวะ
12. ยาที่ใช้ในระบบอวัยวะเพศของสตรี เช่น ยาบีบมดลูก
13. ยาที่ใช้ในระบบต่อมไร้ท่อ เช่น ยารักษาเบาหวาน ยาสเตียรอยด์ และฮอร์โมนต่างๆ เป็นต้น

การใช้ยาแผนปัจจุบัน
ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยาโดยการเลือกซื้อด้วยตนเอง หรือโดยการจ่ายจากแพทย์ผู้ตรวจ เราควรจะต้องมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการใช้ยา เพื่อให้ได้ผลในการรักษาเต็มที่และเกิดผลเสียจากการใช้ยาน้อยที่สุด ดังนี้
1. ใช้ยาให้ถูกโรคหรือถูกขนาน
2. ใช้ยาให้ถูกกับบุคคล
3. ใช้ยาให้ถูกเวลา
4. ใช้ยาให้ถูกวิธี
5. ใช้ยาให้ถูกขนาด

Credit * http://dnfe5.nfe.go.th/lip/sc31-1/sc31-1-3.htm

Postscript * ข้อมูลนี้ อาจมีประโยชน์ต่อผู้ที่ต้องการศึกษาอีกหลายๆ ท่านนะคะ

About these ads

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: